พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี มีมารดาและบุตร ๒ คน มารดาเป็นภิกษุณี ลูกชายเป็นภิกษุ ทั้งสองใกล้ชิดกัน คลุกคลีกันอยากเห็นกันเนือง ๆ เมื่อเห็นกันเนือง ๆ จึงเกิดราคะแล้วเสพเมถุนกัน พระพุทธองค์ทรงทราบจึงตรัสว่า
" ภิกษุทั้งหลาย! โฆษบุรุษนั้นคิดหรือว่า มารดาจะไม่กำหนัดในบุตร หรือบุตรจะไม่กำหนัดในมารดา
ภิกษุทั้งหลาย! เรามองไม่เห็นรูปอย่างอื่น แม้รูปเดียว ซึ่งจะเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด รักใคร่ มัวเมา และทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันยอดเยี่ยม เหมือนรูปแห่งหญิงนี้เลย
สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ใฝ่ใจ หมกมุ่น พัวพัน ในรูปหญิง เป็นผู้ตกอยู่ใต้อำนาจรูปหญิง ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน
ภิกษุทั้งหลาย! หญิงเดินอยู่ก็ดี ยืน นั่ง นอน นอนหลับ หัวเราะ พูด ขับร้อง ร้องไห้ บวมขึ้น ตายแล้วก็ดี ย่อมครอบงำจิตของบุรุษได้
ภิกษุทั้งหลาย! บุคคลเมื่อจะกล่าวสิ่งใด ๆ พึงกล่าวโดยชอบว่า บ่วงรวบรัดแห่งมาร ก็พึงกล่าวมาตุคามนั่แหละว่าเป็นบ่วงแห่งมารโดยชอบได้
บุคคลพึงสนทนาด้วยเพชฌฆาตก็ดี ด้วยปีศาจก็ดี พึงถูกต้องอสรพิษที่กัดตายก็ดี ก็ไม่ร้ายแรงเหมือนสนทนาสองต่อสองด้วยมาตุคามเลย พวกหญิงย่อมผูกพันชายผู้ลุ่มหลงด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งหุ่มลับล่อ และการพูดจาอ่อนหวาน
มาตุคามนี้ มิใช่ผูกพันเพียงเท่านี้ แม้บวมขึ้น ตายไปแล้วก็ยังผูกพันชายได้
กามคุณ ๕ นี้คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ย่อมปรากฎในหญิงผู้ไม่กำหนดรู้กาม ย่อมเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ส่วนผู้กำหนดรู้กาม ไม่มีภัย แต่ที่ไหน ๆ ย่อมข้ามฝั่งสงสารได้"




Post new comment