จากนั้นจึงทรงแสดงจารีตในอนาคต ให้ภิกษุเรียกกันโดยคารวโวหารโดยทรงกำหนดให้ผู้แก่กว่าเรียกผู้อ่อนกว่าว่า "อาวุโส" หรือจะออกชื่อโคตรก็ได้ ผู้อ่อนกว่าให้เรียกผู้แก่กว่าว่า "ภนฺเต" หรือ "อายสฺมา" และทรงแจ้งแก่พระอานนท์ว่า เมื่อพระองค์ล่วงไปแล้ว ถ้าสงฆ์องค์ใดปรารถนาจะถอนสิขขาบทก็ให้ถอนได้และให้สงฆ์ทั้งหลายลงพรหมทัฑ์แก่ฉันนภิกขุ จากนั้นทรงปวารณาให้สงฆ์ทูลถามข้อสงสัย สงฆ์ทั้งหลายนิ่งอยู่ ได้ตรัสว่า สงฆ์ทั้ง 500 ที่ประชุมอยู่ ล้วนเป็นอริยบุคคล แล้วได้ทรงกล่าวเป็นปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้ตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความฉิบหายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" จากนั้นมิได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงทำปรินิพพานกรรมด้วย อนุบุพพวิหารสมาบัติ 9 ประการตามลำดับ ดังนี้
เข้า
ปฐมฌาน (คือเพ่งอารมณ์ชั้น 1 มีองค์ 5 ได้แก่ วิตก (ตรึก) วิจาร (ตรอง) ปิติ สุข เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว))
ทุติยฌาน (คือความเพ่งอารมณ์ ชั้น 2 มีองค์ 3 ได้แก่ ปิติ สุข เอกัคคตา)
ตติยฌาน (คือความเพ่งอารมณ์ชั้น 3 มีองค์ 2 ได้แก่ สุข เอกัคคตา)
จตุตถฌาน (คือความเพ่งอารมณ์ชั้น 4 มีองค์ 2 ได้แก่ สุข เอกัคคตา กับ อุเบกขา)
สี่อย่างนี้ เรียก รูปาพจรสมาบัติ
เข้า
อากาสานัญจายตนะ (คือภาวนาว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด)
วิญญาณัญจายตนะ (คือภาวนะว่า วิญญาณไม่มีที่สุด)
อากิญจัญญายตนะ (คือภาวนาว่า นิดหนึ่งไม่มี หน่อยหนึ่งไม่มี)
เนวสัญญานาสัญญายตนะ (คือภาวนาว่า ขอกูนี้มีใจน้อยนักหนา)
สี่อยางนี้เรียก อรุปาสมาบัติ
เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (คือดับสัญญาและเวทนาอันเป็นจิตสังขาร)
แล้วทรงทวนโดยปฏิโลมย้อนสมาบัติตามลำดับ ถึงปฐมฌาน แล้วอนุโลมถึงจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้วก็ปรินิพพาน
หน้า 121 คู่มือพุทธประวัติ
ISBN: 978-974-7489-90-3




Post new comment