gumara

เหนือกว่าเหตุผล ผมไม่มีเหตุผล

Life

ซักมือ

สืบเนื่องจากการที่บ้านผมมีเสื้อผ้าเยอะมาก มากเกินใช้ บวกกับเคยคิดอยู่นานว่า จริงๆ แล้ว มนุษย์เรามีเสื้อผ้าแค่สองชุดก็พอ ใส่สลับกัน และอยากพิสูจน์ทฤษฎีนี้มานานแล้ว (ด้วยตรรกะแล้วมันทำได้แหล่ะ อย่างน้อยพระก็ทำได้ แต่อยากรู้ว่าในชีวิตจริงของคนทั่วไปมันทำได้จริงหรือเปล่า มีอุปสรรคอะไรบ้าง) เมื่อคืนก็เลยลองซักมือดู

ถ้าตามแผนแล้ว จะออกมาตามนี้

  • ผมมีเสื้อผ้าอย่างละสองชุด ชุดนอน 2 ชุดทำงาน 2 (ผมใส่กางเกงตัวเดียวทั้งอาทิตย์ จริงแล้วใส่อยู่ตัวเดียวเลยแหล่ะ)
  • การซักผ้าจะซักทุกคืน สิ่งที่ซักคือ ชุดที่ใส่ทำงานในวันปัจจุบัน และชุดนอนของคืนที่ผ่านมา

แรงต้านที่คาดว่าจะเจอจากคนที่บ้าน

  • แฟนจะบอกว่า ซักที่ละหน่อยเปลืองน้ำ เลิกซะ
  • เสียเวลา ซักเครื่องไปแหล่ะ ซักทีละเยอะๆ ประหยัดเวลากว่า (อันนี้จริง แต่อยากพิสูจน์ทฤษฎีอ่ะ)
  • ถ้าแม่รู้ว่าซักผ้าเอง แฟนผมคงโดนบ่น
  • คนที่ทำงานจะถามว่า ทำไมใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ กัน แต่อันนี้ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะที่ฝ่ายมีแต่ผู้ชาย ถึงสังเกตุเห็นก็คงไม่มีใครอยากจะใส่ใจ
  • เหนื่อย เบื่อ อันนี้แรงต้านจากตัวเอง หลังจากพิสูจน์ทฤษฎีได้แล้ว ผมอาจเบื่อ และเลิกไปเอง แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร เพราะสิ่งที่เราต้องการก็แค่ พิสูจน์ทฤษฎีด้วยการปฏิบัติ เมื่อรู้แล้วจะต่อหรือจะเลิกก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร (สำหรับตอนนี้อ่ะนะ)

หลังจากปฏิบัติ

  • ซักมือเหนื่อยมาก สืบเนื่องมาจาก กล้ามเนื้อเราฝ่อ ร่างกายที่ถูกใช้เพียงหยิบแก้วน้ำกับคลิกเมาส์ไม่เอื้อต่อการซักมือเลย
  • ต้องเปลี่ยนชุดนอนมาใส่แบบบางหน่อย จะได้ทุ่นแรงได้บ้าง ผ้าหนาอุ้มน้ำ เวลาซักแล้วเหนื่อย

เงินเธอเงินฉัน

แฟนผมเป็นคนใช้เงินเปลือง ก็ไม่ได้มากถึงกับถลุงใช้ เพียงแต่ชอบซื้อของที่ไม่จำเป็น เช่นเสื้อผ้า (อันนี้เข้าใจว่าผู้หญิงชอบ) หรือของกิน (คือซื้อเกินจะกินหมด สุดท้ายก็ถังขยะกิน) แล้วก็ของอื่นๆ เช่น เข้มขัดลดความอ้วน (ใช้สองวัน) ตู้อบตัว (ใช้ครั้งเดียว) คือประมาณนี้

ผมก็มักจะบอกว่า เธอใช้เงินเปลืองนะ (ยืนยันได้ว่า เป็นการพูด ไม่ได้บ่น) ซึ่งแฟนผมจะตอบกลับมาว่า "ฉันใช้เงินฉัน" ซึ่งผมงงๆ ว่า เงินฉันเงินเธอนี่มันคืออะไร คือถ้าคิดด้วยโลจิกนี้แปลว่า สมมุติผมได้เงินเดือนหมื่นบาท ผมใช้เดือนละ 9,900 แล้วเหลือไว้ใช้จ่ายในครอบครัวแค่ 100บาท แล้วก็บอกว่า "ฉันใช้เงินฉัน" แบบนี้ก็ได้รึเปล่า

คือว่า พอคนตกลงว่าจะอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวแล้ว แม้ว่าเราจะวางเงื่อนไขในการใช้จ่ายว่า ให้รับผิดชอบตัวเอง (แบบฝรั่ง) แต่มันก็ไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้จริง เพราะการอยู่แบบครอบครัวแปลว่า มีหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งของกันและกัน เช่น ฝ่ายชายป่วย เงินไม่พอค่าโรงหมอ ฝ่ายหญิงก็ต้องควักจ่าย หรือกลับกัน หรือในสถานการณ์อื่นก็เช่นกัน ดังนั้นการบอกให้อีกฝ่ายประหยัดไม่ใช่การริดรอนสิทธิ์ในการใช้เงิน และเมื่อคุณมีครอบครัวแล้ว คุณใช้จ่ายตามอำเภอใจไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นเงินคุณ 100% ก็ตาม เพราะคุณมีสิ่งอื่นที่ต้องรับผิดชอบนอกเหนือตัวเองแล้ว

ที่น่าเบื่อคือ เวลาผมพยายามคุย แฟนผมก็จะบอก "ฉันเป็นของฉันแบบนี้ อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป" ซึ่งมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย คุยไปคุยมาก็แค่ กูชนะหรือมึงชนะ ไร้ประโยชน์จริง

ทำงานพิเศษกันเถิด

จากปัญหาต่างๆของเด็กในบ้านเรา ผมเองจะชอบบอกว่า เป็นเพราะบ้านเราไม่มีค่านิยมในการให้เด็กทำงานพิเศษ คือเราจะชอบเน้นให้เด็กเรียนพิเศษ ซึ่งสิ่งที่ได้จากการเรียนพิเศษมันจะเป็นความรู้ในตำราอย่างเดียว แต่สิ่งที่ได้จากการทำงานพิเศษมันจะเป็นความรู้ในโลกกว้าง (คือการเรียนพิเศษก็สำคัญแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องไปให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นสิ่งเดียว) ปัจจุบันเราจะแข่งแค่ว่า ทำไงถึงได้เรียนมหาลัยดีๆ ได้คะแนนสูงๆ หลายคนจบคะแนนดีแต่ทำงานไม่เป็นเยอะแยะไป ผู้ปกครองเองก็บ้าชอบวัดชอบแข่งกันที่คะแนน แฟนผมก็เป็น ชอบทำการบ้านให้ลูก เพราะกลัวคะแนนจะน้อย ซึ่งจริงแล้วไอ้ตัวเลขในวัยเรียนนั้นมันเป็นปัจจัยในการชีวิดที่น้อยมาก ถ้าบิลเกตเป็นลูกผม คงไม่ได้ลาออกมาทำไมโครซอฟท์ แต่คงต้องถูกบังคับให้เรียนเอาเกียรตินิยม แล้วก็ต่อด๊อกเตอร์ แล้วไปสมัครงานที่ดังๆ

อย่างที่เคยเล่าให้หลายๆคนฟังว่าเด็กฝึกงานรุ่นที่เพิ่งผ่านไป ถามมันว่าทำไมเรียนวิทย์คอม มันบอกตอน ม.ปลาย มันอยากเก่งโฟโต้ชอป มันเลยสอบเข้าวิทย์คอม หรืออย่างผมเองตอนเด็กมีความฝันอยากเป็นเชพอาหารฝรั่งเศษ ถ้าผมได้ทำงานพิเศษ ผมก็อาจเลือกทำร้านพิซซ่า ได้คุยกับพ่อครัว และได้รู้ว่า การเรียนด้านทำอาหารนั้นมีอยู่

จริงแล้วการทำงานพิเศษนั้นมีประโยชน์หลายสถาน เช่น ได้รู้โลกกว้าง ได้วิสัยทัศน์ ศึกษามุมมองจากผู้ใหญ่ ได้รู้จักการวางตัวในหมู่คณะ รู้ความสำคัญของเงิน และเลือกใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม อดออมเป็น รู้จักอดทน เช่น อยากได้มือถือใหม่ตอนนี้ แต่ต้องรอสิ้นเดือนให้เงินออกก่อนถึงจะซื้อได้

ไพร่ อำมาตย์

ก็ในเมื่อพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก ดังนั้นด้วยอำนาจแห่งพระเจ้าจึงสามารถเสกให้มนุษย์ทั้งปวงไม่ต้องเจ็บป่วยได้ แต่ที่พระเจ้าไม่ทำแบบนั้นเพราะ มนุษย์ป่วยเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ เช่น ตับแข็งเพราะกินเหล้า ถ้าพระเจ้าเสกให้หายเป็นตับแข็ง อีก 20 - 30 ปี มนุษย์ผู้นั้นก็ต้องตับแข็งอีก เพราะมนุษย์ยังไม่เลิกกินเหล้า พระเจ้าก็ต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทำ

ก็ในเมื่อทักษิณมีเงินมากพอที่จะปลดหนี้ IMF ได้ ทำไมทักษิณไม่สละทรัพย์ของตัวเองมาใช้หนี้ IMF เลย นั่นเพราะ คนไทยก็ยังใช้เงินสิ้นเปลืองอยู่ คนรากหญ้าก็ยังสร้างรายได้ไม่ได้อยู่ ดังนั้น ถ้าทักษิณใช้เงินของตัวเองจ่ายหนี้ IMF อีก 20 - 30 ปี คนไทยก็ต้องกู้เงิน IMF อีกอยู่ดี

ตามที่เกริ่นไปด้านบน

ก็วันนี้คนที่บอกว่าตัวเองเป็นไพร่ เรียกร้องหาความยุติธรรมที่ไม่ได้รับจากอำมาตย์ สิ่งที่อยากจะบอกคือ ถ้าพรุ่งนี้ พระเจ้าเสกให้ทุกคนมีเงินเท่ากัน อยู่ในสถานที่ที่มีปัจจัยเดียวกันหมด น้ำถึง ไฟถึง ที่ดินเท่ากัน ความรู้เท่ากัน

  • ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะทำสิ่งใดๆ เพื่อให้ตัวเองมีมากกว่า มีเหนือกว่า เช่น เขาผู้นั้นก็พยายามสร้างเครือข่ายมือถือขึ้นมา แล้วให้บริการ แล้วก็ป่าวประกาศว่า นี่คืออุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย วัยรุ่นต้องมีใช้ถึงจะเท่
  • คนกลุ่มที่อยากมีอยากได้ แต่สร้างรายได้ไม่เป็น ก็จะขายที่นา ขายสมบัติ เพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้ เพื่อจะยกสถานะของตัวเองว่า นี่ฉันก็มี ฉันก็เป็น อย่างที่คนอื่นๆ เขามีกัน
  • คนกลุ่มแรกก็จะมั่งมีขึ้นจริง และเมื่อมีเงิน มีสมบัติก็มีอำนาจ แล้วก็เป็นอำมาตย์

โชคดีที่ไม่ได้เกิดมารวย

รู้สึกโชคดีที่ไม่ได้เกิดมารวย คือทางบ้านฐานะกลางๆ คิดว่าน่าจะกลางระดับล่าง คิดมาตั้งแต่เด็กละ (น่าจะสักประถม) ว่าโชคดีมากที่ไม่ได้เกิดมารวย ความมั่งมีจากมุมมองของคนไม่มีนั้นช่างน่าหอมหวาน แต่คุณเคยมองจากมุมของคนที่เขามีไม๊ หรืออาจจะลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณมีแล้ว อะไรจะเกิดกับคุณ ผมเคยลองคิดดูแล้วจึงพอจะบอกได้ว่า ช่างโชคดีเสียจริงที่ไม่ได้เกิดมารวย

  • ถ้าประสบความสำเร็จ หรือทำอะไรได้ดี จะถูกมองว่า เพราะฐานะดีอยู่แล้ว
  • ทำอะไรก็จะมีคนคอยเอาใจ ประมาณว่ามีฐานะทางสังคม ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปโดยง่าย
  • ประสบความสำเร็จง่าย คือแทบไม่ต้องทำอะไรมันก็ได้แล้ว
  • หาคนจริงใจด้วยลำบาก อาจเพื่อนมาก แต่จะมองหาเพื่อนแท้ก็ไม่รู้ว่าใคร หรือแม้การหาคู่ชีวิตก็ด้วย
  • ถ้าแข่งขันแล้วชนะคนที่สถานะต่ำกว่า ก็จะถูกมองว่าเอาเปรียบ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่

และอีกหลายอย่างที่ไม่ดีเลย หากว่าผมต้องเกิดเป็นคนรวย ในวันข้างหน้าถ้าผมประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ผมสามารถบอกกับใครๆ ได้อย่างภาคภูมิว่า นี่แหล่ะฉัน โดยจะไม่มีใครมาบอกว่า ไอ้นี่มันพ่อทำให้


Let's chat

Comment

Tags

tweets

del.icio.us/~

Another ~

The Ubuntu Counter Project - user number # 5754
Add to Technorati Favorites