Life

Body usage quota

Tags: 

ผมเชื่อมาตลอดว่าการที่คนจะตายช้าหรือตายเร็วนั้นมีปัจจัยใดๆ เป็นตัวกำหนด ซึ่งแต่ก่อนนี้ผมก็นึกไม่ออกว่าอะไร คือ พยายามหาความสัมพันธ์ เช่น ขึ้นกับ จำนวนครั้งของการหายใจ จำนวนครั้งของการก้าวเดิน จำนวนชั่วโมงของการตื่นนอน แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ คือ จะบอกว่าไม่ใช่ก็คงไม่ได้ เพราะโค้วต้าของการใช้งานร่างกายนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่มันเป็นหลายๆ สิ่งประกอบกัน

การใช้ร่างกายนั้นคล้ายๆ การรูปแบบการจ่ายเงินมือถือ

Post paid สุขก่อน ทุกข์ทีหลัง

อันนี้จะเหมือนที่พ่อผมเป็น คือ ตอนปกติสุขดี ก็ใช้ชีวิตแบบเอาแต่สุขมาตลอด กินเหล้า สูบบุหรี่ พอเงินในระบบหมด ก็ถึงเวลารับความทุกข์จากความสุขที่ได้ใช้หมดไปแล้ว

Pre paid ทุกข์ก่อน สุขทีหลัง

ทุกข์ที่ว่านี้ ไม่ใช่ทุกข์แบบโยคี หรือการทรมานร่างการใดๆ แต่ทุกข์ที่ว่าคือ การใช้ชีวิตอย่างไม่บันเทิงนัก (ทุกข์เพราะอดที่จะสุข) ห่วงใยและดูแลสุขภาพอยู่ตลอด เช่น การออกกำลัง รับประทานอาหารที่ไม่บันเทิงลิ้น เป็นต้น

อันที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ Pre paid หรือ Post paid คือ ไม่ว่าคุณจะใช้ร่างกายด้วยระบบการจ่ายแบบไหน ก็เพียงแค่อย่าใช้จนเงินหมดหรือเกินรอบบิลการจ่าย เพราะถ้าถึงเวลานั้นเมื่อไหร่แปลว่าไม่ทันการณ์

ตอนนี้พ่อผมป่วยมาก ให้อาหารทางสาย นอนนิ่งทำอะไรไม่ได้ ตามสไตล์พ่อผมแล้ว คิดว่าถ้าฟื้นขึ้นมา ได้ร่างกายสภาพเดิมก็คงกลับไปเป็นแบบเดิมอีก แต่นั่นไม่ใช่สาระ สิ่งที่เราสมควรเฝ้าดูก็คือตัวเอง ผมเองก็เป็นพวก Post paid คือ เน้นสุขเป็นหลัก เพียงแต่ผมไม่กระหน่ำโทรขนาดพ่อ ผมเองไม่ได้ติดเหล้าติดบุหรี่ (คือ ไม่เสพเลย ของไม่ชอบ) แต่ผมติดในรสชาดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน ถ้าผมไม่ดูแลตัวเอง ถึงเวลาหนึ่งถ้าเงินหมด ผมก็คงต้องใช้หนี้อย่างที่พ่อประสพอยู่ ซึ่งอาจเป็น เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ฯลฯ

ถึงผมจะไม่ประมาทมากมายนัก แต่ก็ถือว่าประมาทอยู่ดี การที่พ่อไปนอนโรงพยาลก็ช่วยให้ผมตระหนักขึ้นได้บ้างว่า อายุเราก็มากแล้ว อีกไม่กี่สิบปีก็คงจะต้องถึงคิวเราแล้ว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราก็ควรจะเร่งเติมเงินไว้ ก่อนที่เงินในระบบจะหมด ผมวางแผนไว้คร่าวๆ ว่า

  1. จะขี่จักรยาน จริงปีที่แล้วขี่มาได้สองสามเดือน แล้วเลิกเพราะมันไม่ค่อยต่อเนื่อง ช่วงนั้นมีงาน ตจว. บ่อย ตอนนี้ว่าจะมาขี่ต่อก็ไม่หมดหน้าฝนสักที หวังว่าฝนหยุดจะไม่ลืมซะ
  2. จะกินผัก ก่อนหน้านี้เคยวางแผนว่า มื้อเย็นจะกินจับฉ่ายอย่างเดียวทุกวัน (จริงๆ Compile ไปบ้างแล้ว) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นคนทำกับข้าวเอง คือ ที่บ้านเตรียมให้ เขาก็จะหาแต่ของอร่อยให้ บวกกับการทำจับฉ่ายนั้น ถ้าจะต้มแล้วให้มันต่อเนื่องได้ทุกวันแปลว่าหม้อจะต้องไม่ขาดจากผักเลย ซึ่งมันยาก อีกอย่างคือ มื้อเย็นมันเป็นอะไรที่มักจะโดนชิงไปจากภาระกิจสังคม ดังนั้นพอขาดช่วงบ่อยๆ เข้า ก็เลยกลายเป็นเลิก ตอนนี้ก็เลยคิดแผนใหม่ว่า กินผัก (ไม่กินเนื้อ) วันละมื้อ มื้อไหนก็ได้ กินไว้ให้ชิน หวังว่าจะไม่ลืมอ่ะนะ

Flood is coming to town

น้ำกำลังจะมาถึงแถวบ้านแล้ว แถวบ้านก็ก่อปูน กั้นกระสอบทรายเตรียมน้ำท่วมกันใหญ่ เมียผมก็หงุดหงิดๆ ว่าผมไม่ยอมทำอะไรเลย ประมาณว่าไม่เป็นผู้นำที่ดี ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะผู้หญิงเขาก็คาดหวังจะให้เราเป็นผู้นำ แสดงสภาวะ ท่าทางหรือวิสัยทัศน์อันดูยิ่งใหญ่ เพื่อที่เขาจะได้มองเราด้วยสายตาวิ๊งๆ

แต่เผอิญว่าผมไม่ใช่คนที่จะต้องตื่นเต้นหรือทุกข์ร้อนกับสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น (กินได้ ขี้ได้ ไม่เจ็บป่วย แปลว่ามีความสุข) การเตรียมการของผมมีแค่ เก็บของมีค่า และเอกสารสำคัญให้พ้นระยะที่คิดว่าน้ำจะท่วมถึง เตรียมของกินไว้มากพอที่จะประทังชีวิตได้จนกว่าความวุ่นวายจะสงบลง และการเยียวยาจากภาครัฐจะเข้าถึง

ส่วนถ้าน้ำมันจะท่วมเข้ามาในบ้าน ผมมองว่าก็ให้มันท่วมไป คือน้ำเข้าก็เข้า ไม่รู้สึกว่าจะต้องกัน เพราะของมีค่าก็เก็บแล้ว ของที่ไม่เก็บก็แปลว่าไม่มีค่า ถ้าไม่มีค่า ก็แปลว่าเปียกน้ำและทิ้งได้ คือ ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นโอเว่อร์อะไรขนาด

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมคิดไว้ เป็นบ้านในย่านที่ผมอยู่ คือ ก็ไม่ต้องอะไรมาก น้ำเข้าก็เข้า ของเก็บแล้ว นี่เลย มันต้องแบบนี้

UNIQLO Experience

สืบเนื่องจากที่ไปกิน Pepper Lunch ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เลยโดนภริยาลากไป UNIQLO (คิดว่าจะรอดแล้วซะอีก) สิ่งเดียวที่ผมรู้จักเกี่ยวกับ UNIQLO คือ สิ่งที่เขียนไว้ในบทความของ SIU คือก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักสินค้ายี่ห้อนี้มาก่อน คือ นอกจากผมจะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ผมยังไม่เคยคิดจะสนใจรู้อีกด้วย สิ่งเดียวที่ผมสนใจคือ ของกิน และเกม (แล้วมาบอกว่าสนใจอย่างเดียว มั่วจริง) สำหรับเสื้อผ้า เหตุผลเดียวที่ผมใส่คือ กันอุจาด (ถ้าหล่อเท่อาจไม่ต้องใส่) และป้องกันตำรวจจับ


ประสบการเข้าคิวเพื่อเฝ้ารอการสละทรัพย์ให้บริษัทเสื้อผ้าข้ามชาติ เพื่อให้เขาระดมทุนไปให้พี่น้องในชาติถ่ายทำสารคดีไม่ใส่เสื้อผ้ามาให้เราได้ดูชม


ถึงคิวของเราแล้ว ช่วยมาเอาเงินผมไปที


ถ่ายรูปเล่นเป็นที่ระรึก


ไชโย เสียตังค์แล้วจ้า ได้มาสองถุง หมดไป 1070 บาท คาดว่าคนอื่นๆ คงไม่ได้หมดกันแค่นี้


ของผมได้มาเป็นรองเท้าอันนี้ สนนราคาที่ 290 บาท ราคานี้ลดแล้ว

ผมเป็นคนค่อนข้างพิถีพิถันเกี่ยวกับการใส่รองเท้า ถ้าใครคลุกคลีกับผมเยอะหน่อยจะพอรู้ว่าผมเป็นคนชอบเดิน ดังนั้นรองเท้าที่ผมใส่ต้องใส่แล้วไม่ทำให้เท้าพอง ไม่ต้องสวยในสายตาคนอื่น ไม่ต้องเท่ตามกระแสวัยรุ่น แต่มันต้องสวยในแบบของผม เพราะผมเป็นคนจ่ายเงินเพื่อให้ได้มันมา

สำหรับไอ้รองเท้าในรูปนี่คือ เห็นแบบ + สีแล้ว สะดุดเลย กอปรกับราคาที่เกินกว่าที่ตั้งงบไว้นิดหน่อย และไอ้คู่เดิมที่ใส่อยู่ก็ใกล้สิ้นอายุขัย (ใกล้สิ้นจริงๆ ไม่ได้หลอกตัวเอง) ก็เลยคว้ามาลองๆ เห็นว่าโอเคดีก็เลยจ่ายซะ

พอเอามาลองบ้าน (ใส่เดินแบบจริงๆ จังๆ) พบว่า ข้างซ้าย/ขวามันไม่บาลานซ์กัน คือ พอเดินไปสัก 10 ก้าว ข้างซ้ายมันจะเบี้ยวๆ (มือบ๊วย) เลยเอาไปให้พ่อลอง ปรากฏว่าพ่อเกิดชอบ ก็ถือว่าโอเค จริงๆ ถ้าของมันไม่โอก็น่าจะเอาไปเปลี่ยนได้ แต่กลัวว่าตอนเอาไปเปลี่ยนนี่จะไปได้ของอย่างอื่นมาให้เปลืองตังค์ซะอีก

เกี่ยวกับ UNIQLO ผมลองจับๆ เสื้อผ้าเขาดู ก็ถือว่าเนื้อผ้าและการตัดเย็บดีจริง ถึงผมจะไม่พิถีพิถันในการใส่เสื้อผ้า แต่เพราะความไม่พิถีพิถัน เลยทำให้ผมใส่เสื้อผ้าแล้วขาดอยู่บ่อยๆ เลยพอมีทักษะเกี่ยวกับคุณภาพของการตัดเย็บอยู่บ้าง ส่วนเสื้อผ้าที่เทพจริงของ UNIQLO คือ เสื้อกันหนาว ตามที่ร่ำลือ มันนุ่ม มันเบา มันอุ่น และมันเย็น ตามคำร่ำลือจริงๆ ในราคาที่ไม่ต่างจากของยี่ห้ออื่นๆ เท่าไรนัก ดีไม่ดีน่าจะถูกกว่าด้วย แต่ข้อสรุปง่ายๆ ของผมคือ ไม่ซื้อ เพราะปกติใส่แต่เสื้อฟรี แล้วก็ ถ้าผมชอบใจในชุดไหน ผมก็จะใส่แต่ชุดนั้น ซ้ำๆ จนมันเปื่อยขาด แล้วถึงจะเปลี่ยน (ในเมื่อมันดี และเราชอบ ทำไมเราถึงไม่ควรที่จะใส่ซ้ำๆ ล่ะ)

Go business! Again

ช่วงนี้เริ่มมาจัดอบรมเกี่ยวกับ Ubuntu โดยจัดในนามของ ucbiz ซึ่งเป็นร่างแปลงของ Ubuntuclub ในภาคธุรกิจ (จริงๆ ยังไม่ได้ตั้งเป็นนิติบุคคล) มันคือ http://ubuntuclub.biz ชื่อย่อเลยเป็น ucbiz (ส่วน ubuntuclub.com นั้นคือ Community ไม่ใช่ Commercial) ก่อนหน้านี้ผมเคยทำบริษัทแล้วในนาม ByDoing แต่ไปไม่รอด เนื่องจากเหยียบเรือสองแคม คือติดงานประจำ แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการด้อยประสบการเองต่างหาก แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเวลาผ่านไปเราย่อมมีประสบการมากขึ้น

ในสมัยที่ทำ ByDoing ผมพยายามแยกตัวเองออกจากความเป็น Ubuntuclub แต่ก็ไม่แคล้วโดนด่า ประมาณว่า ทำตัวเป็นพ่อพระ สุดท้ายก็เห็นแก่ตัวแหละวะ อะไรประมาณนี้ กลับมารอบใหม่ในนาม ucbiz ผ่านประสบการมากมาย ผมเลยมีทักษะเพื่อป้องกันตัวโดยวิธีคือ ข่าวใดๆ ที่เขียนถึงก็ตาม ไม่อนุญาตให้คอมเมนต์ คือ ปิดการคอมเมนต์ไปเลย (แอบขำ) คือ ในโลกนี้มีคนชมและคนด่าเป็นปกติ และพบว่า สุดท้ายแล้ว คนด่ามันก็ไม่ตามมาด่าใน Social network หรือเมลลิสต์หรอก เพราะมันต้องเปิดเผยตัว

ผมค่อนข้างเข้าใจคนที่ต่อต้านนะ คือ คนที่ยังไม่เคยรับผิดชอบตัวเอง จะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการหาเลี้ยงชีพและการเสียสละ คือ จะเข้าใจว่า คนเสียสละต้องเสียสละอย่างเดียว ห้ามหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ยอมรับว่าแต่ก่อนผมก็เคยมีความคิดแบบนั้น แต่เวลาเปลี่ยนไป ประสบการก็เป็นตัวเปลี่ยนความคิดเรา

ในแง่ของการอธิบาย มีเพื่อนเคยถามผมว่า ถ้าเราทำงานเสียสละ แล้ววันนึงเราเริ่มทำเป็นรูปแบบธุรกิจด้วยมันจะไม่สมควรไม๊? ผมเลยถามกลับไปว่า ถ้าแบบนี้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมุ่งหากำไรเขาก็ไม่ควรที่จะทำ CSR สิ (คือ มองในมุมกลับ) ซึ่งคำถามนี้มันช่วยตอบคำถามได้กระจ่างแจ้ง ส่วนถ้าจะถามว่า แล้วทำไมต้องหากินกับโอเพนซอร์ส ขอตอบด้วยคำถามอีกว่า เด็กคนนึง รักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เขาชอบวิ่งเพื่อการกุศลมาก แต่พอโตแล้วเขาจะไปเป็นนักวิ่งอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง กลับโดนคนด่าว่าไม่เหมาะสม เขาเลยหันไปเป็นนักกีฬาว่ายน้ำอาชีพ แล้วยังคงวิ่งเพื่องานการกุศลต่อไป แบบนี้ถึงจะถูกต้องรึเปล่า? ขำมะ

อีกอันที่เจอบ่อย (แต่ช่วงหลังไม่ค่อยเจอแล้ว) คือ จอย ที่ทำนิตยสารโอเพนซอร์สทูเดย์ จะชอบบ่นกับผมว่า มีคนมาต่อว่า ว่าทำนิตยสารโอเพนซอร์สแล้วเอามาขายได้ไง ซึ่งผมสอนจอยไปว่า ถ้ามีคนมาต่อว่า ให้ตอบไปแบบนี้ "เออ ใช่พี่ คิดเหมือนหนูเลย หนูก็บอกโรงพิมพ์เขาไปแบบนี้ แต่มันก็ยังยืนยันจะเก็บตังค์หนู งั้นคราวหน้าพี่ช่วยจ่ายค่าจัดพิมพ์นะ เดี๋ยวหนูเขียนให้ฟรี แล้วเรามาช่วยแจกด้วยกัน เพื่อโอเพนซอร์สจะได้เจริญๆ" แต่ก็ไม่รู้จอยเคยเล่นมุขนี้ไม๊นะ แต่ถ้าผมเจอกับตัวก็ว่าจะลองสักที น่าจะฮา

ในส่วนของงานอาสา ผมยังทำอยู่ ก็ยังคงเป็นนักแปลหลักและตามรายงานบั๊กเล็กๆ น้อยๆ ที่มีผลกับการใช้งานในภาษาไทย ซึ่งมันก็ให้ความสุขดี คือ ชอบ และสนุก แต่ถ้าใครจะจ้างทำก็ไม่ว่านะ ยินดี :)

Low cost living: Breakfast

วันนี้ฤกษ์ดีเนื่องในวันขึ้นวันใหม่ เลยมาถือโอกาสเปิด Tag ใหม่ Low cost living ไม่มีตังค์ ไม่มีจน ซึ่งจะนำเสนอเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นคิดไม่มีกะตังค์ติดตัว (คือ ใช้จ่ายน้อย)

วันนี้เรื่องแรกของซีรี่ส์ Low cost living ไม่มีตังค์ ไม่มีจน ขอเสนอเรื่อง มื้อเช้าคนกรุง

เกริ่นนำ เนื่องจากเมื่อวานแวะโลตัส เจอข้าวถูก จะซื้อกลับไปกินบ้าน แต่ปรากฏว่า พอกลับไปถึงบ้านแม่ เจอข้างบ้านเลี้ยงวันเกิด เลยเกิดด้วยเลย (เกิดว่าจะอิ่ม)

ของกินที่ซื้อมาเลยกลายเป็นมื้อเช้าแทน

IMG1083
ไอ้นี่แหละที่บอก จริงๆ ที่ซื้อมามีอีกอัน เป็นข้าวไข่เจียว 5บาท แต่เด็กๆ กินไปแล้วเมื่อเช้าเหมือนกัน

IMG1084
ข้าวคลุกกระโปก เอ้ย กระปู๋ เอ้ย กะปิ๊ เอ่อ ช่างมันเหอะ สนนราคา 11.50บาท ลดทันทีไม่ต้องไปเปิดดีล ensogo

IMG1085
ไข่ดาวทรงเครื่อง 6บาท

IMG1086
แกะแล้ว เละๆ

IMG1087
เวฟสิครับ

IMG1088
30วิ ก่อน กลัวจะแข็ง

IMG1089
ต่อด้วยอันนี้ (เวร กล้องโฟกัสไม่ดีอีก)

IMG1091
เอาที่ 1:20นาที

IMG1092
อันนี้ไข่ทรงเครื่อง ได้ละ

IMG1093
ส่วนอันนี้ ข้าวคลุกกระโปก เอ้ย กระปู๋ เอ้ย กะปิ๊ เอ่อ ช่างมันเหอะ

IMG1094
จัดเต็ม

IMG1096
จบ อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ (จะเชื่อได้ไง จ่ายสดไปแล้ว)

IMG1097
พบว่า ความอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ (ก็บอกว่าจ่ายสดไปแล้วไง) อยู่ที่ สิ่งนี้ครับ มะนาวจริง ไม่มีสลิง ไม่มีตัวแสดงแทน (ถ้ามีสลิงคงกินไม่ลง)

สรุป มื้อนี้ อิ่มเข้ หมดไปที่ 17.50บาทถ้วน (น้ำออฟฟิศ ไฟออฟฟิศ ขอขอบคุณประชาชนผู้เสียภาษีด้วยจ๊ะ) อาหารรสชาดพอใช้ รสกะปิอ่อนไปนิด แต่ก็เข้าใจอยู่ คือ ลิ้นคนเมืองคงไม่เหมาะกับกะปิแรงๆ ไปซะทุกคน

Pages