Think

Tablet นักเรียนควรเป็นยังไง

ในฐานะที่พอจะเกี่ยวข้องกับ Tablet นักเรียนบ้าง คือมีเครื่องจากกระทรวงมาให้ดูเรื่องซอฟต์แวร์ให้ แล้วก็ปีหน้าลูกสาวขึ้น ป.1 คือจะได้ด้วย

ในฐานะที่คนในครอบครัวจะได้เครื่องด้วยเลยมาเสนอไอเดียว่าเครื่องที่ได้ควรเป็นยังไง (ข้อมูลล่าสุดคือ ได้สรุปเรื่องเครื่องกันไปแล้ว รู้แค่ว่า 7นิ้ว)

  • ควรจะ 10 นิ้วขึ้น เพราะมันต้องใช้เรียนวิชาศิลปะได้
  • Multi-touch ใช้พลิกดูรูปทรง 3มิติได้ เรียนวิชาโลกของเรา, ดูภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์, สุขศึกษา พลิกดูร่างกายได้, มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์และศิลปะ
  • จอแบบไม่ปวดตา เพราะเด็กเล็กตาจะสั้นได้ง่าย Pixel Qi หรือ E-ink color ได้ก็จะดี
  • น้ำหนักไม่เกี่ยง เพราะเอาเข้าจริงมันเบากว่าหนังสือเรียนที่แบกไปเรียนแน่นอน ส่วนจะหนักขนาดถือไม่ได้ก็ไม่ใช่สาระ เพราะเวลาใช้งานเด็กก็ใช้บนโต๊ะเรียน หรือที่บ้านอยู่แล้ว คงไม่บ่อยที่ต้องเดินไปใช้ไป และก็คงไม่เหมาะที่จะเดินไปใช้ไป
  • wifi ทำการบ้านแล้วส่งครูผ่าน wifi ได้เลย คงไม่ต้องถึงกับ 3G มั๊ง แต่จะมีก็ไม่เสียหายอะไร
  • GPS นึกไม่ออกว่า GPS จะมีประโยชน์ยังไง นอกจากไว้ดูว่าเครื่องอยู่ที่ไหน
  • ต้องชาร์จง่าย ชาร์จเร็ว ให้ดีควรมีปลั๊กสำรองที่โรงเรียนไปเลย ป้องกันเด็กลืมชาร์จมาเรียน
  • ส่วนเรื่องซอฟต์แวร์มันคงต้องเป็นซอฟต์แวร์เฉพาะทางนะ แต่ซอฟต์แวร์ควรทำเข้า Android market ไปเลย เผื่อนักเรียนทีทุนทรัพย์พอที่จะซื้อมาใช้งานเอง หรือจะซอฟต์แวร์อื่นก็แล้วแต่ แต่เป็นหนังสือ flip book นี่ไม่ใช่แน่ๆ
  • อื่นๆ ยังนึกไม่ออก

Looking for an eBook reader

Tags: 

ช่วงนี้กำลังเล็งๆ เครื่องอ่าน eBook สืบเนื่องจากบ้านน้ำท่วมแล้วพอเก็บบ้าน (เก็บหนีน้ำ เก็บก่อนน้ำท่วม) พบว่าหนังสืออ่านในบ้านมันเยอะ จะทิ้งก็ไม่รู้จะเอาไปทิ้งไหน โดยปกติก็จะแจกจ่ายไปบ้าง แต่พอบางครั้งเกิดอยากจะอ่านซ้ำก็ไม่ได้อีกเพราะให้เขาไปแล้ว (คือจำไม่ได้ว่าให้ใคร)

ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ ย้ายมาอ่าน eBook ซะ

ผมอ่านหนังสือภาษาไทยเป็นหลัก หนังสือที่อ่านโดยมากจะเป็นศาสนาปรัชญา เลยต้องมองหาร้านขายหนังสือไทยก่อน เท่าที่หาข้อมูลได้ก็มี

  • ookbee เจ้านี้ไม่ผ่าน เพราะหนังสือมันเป็นภาพ ไม่ได้เป็น pdf หรือ epub
  • hytexts เจ้านี้ขายเป็น pdf ใช้ได้ แต่ปัญหาคือ หนังสือมันน้อย
  • ส่วน pdf แจกฟรี (เถื่อน) ตามอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็จะเป็นสแกนมา ซึ่งมันไม่ใช่อ่ะ

ตัวเครื่อง เล็งระหว่าง nook กับ kindle ไว้ ซึ่งถ้าซื้อจริงคงจบที่ kindle เพราะเกาะยี่ห้อ amazon ไว้ น่าจะชัวร์กว่า เท่าที่ดูข้อมูลหนังสือใน amazon แล้ว พบว่ามันไม่ได้ถูกสักเท่าไหร่ หรือเป็นเฉพาะบางเล่มหว่า? แต่ถึงราคาเท่ากันเป็น eBook ก็ย่อมถูกกว่า เพราะไม่ต้องมีค่าส่งค่าเก็บรักษา ส่วนเครื่องที่มองไว้ในตอนนี้คงเป็น kindle touch เหตุผลง่ายๆ คือ

  • kindle fire แพงไป 199 usd อีกอย่างผมอยากได้ e-ink ด้วย
  • kindle 79 usd ถูกกว่า kindle touch แค่ 20 usd จ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยดีกว่า

ส่วนเครื่องคงไม่เอาเป็น tablet เพราะกะว่าจะเอาไว้อ่านหนังสือเฉยๆ เว้นแต่ถ้ามีแผนจะซื้อ tablet อยู่แล้วก็อีกเรื่องนึง แล้วก็ถ้าเป็นเครื่องอ่าน eBook มันต้องถูกมากพอ เพราะผมอ่านหนังสือเฉพาะเวลาเข้าส้วม คือ พอมีครอบครัวแล้วเวลาส่วนตัวมันแทบไม่มี ดังนั้นช่วงเวลาส่วนตัวเท่าที่จะมีได้ก็คือ เวลาเข้าส้วม ดังนั้นเครื่องต้องราคาถูกมากพอที่จะมีประโยชน์แค่เฉพาะเวลาเข้าส้วม

คิดว่าตอนนี้คงยังไม่ใช่เวลา รอให้มีหนังสือขายมากกว่านี้หน่อยแล้วค่อยว่ากันอีกที

Karoon model

เก่งกาเป็น ส.ส. บ้านผม เป็นคนที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ด้วยความที่เป็นนักเลง งานด้านการเมืองไม่ค่อยได้เรื่อง (หรือได้เรื่องแต่ผมไม่รู้เอง) จะเก่งเรื่องการแสดงตน ทำให้ตนเป็นที่รู้จัก คือดัง แล้วคนแถวนั้นก็จะเลือกคนนี้ เพราะเป็นคนที่เขารู้จัก (ทั้งที่รู้จักในด้านที่ไม่ดี)

อย่างที่หลายท่านรู้ว่า คุณเก่งกา ได้ไปรื้อกระสอบทราย (คือ นานแล้วแหละ แต่เพิ่งมีอารมณ์จะเขียน) แว๊บแรกที่เห็น ผมรู้สึกทันทีว่า "ไอ้นี่แม่งโคตรโง่" คือ ทางรัฐบาลเป็นคนเอามาวาง แล้วมึงไปรื้อ ทั้งที่มึงก็อยู่ฝ่ายรัฐบาล ประเดี๋ยวก็โดนเด้งหรอก

แต่พอมามองใหม่แล้ว การที่เก่งกาทำอะไรโง่ๆ ไม่ดูกาละเทศะ ไม่พิจารณาอะไรเลย แล้วสิ่งที่ทำนั้น ผิดหรือถูก ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เก่งกาได้ไปเต็มๆ คือ ได้ใจคนดอนเมือง คือคนดอนเมืองก็ไม่รู้หรอก ว่าไอ้ที่ทำน่ะผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี แต่เขารู้ว่าคนนี้ทำเพื่อดอนเมืองบ้านของเขา ดังนั้นในสมัยหน้า คนดอนเมืองก็จะเลือกเก่งกา ดังนั้นพรรคไหนอยากได้ ส.ส. เขตดอนเมืองไปเข้าพวก ก็จะดึงเก่งกาไป คือ มันช่างสุดยอดอะไรเช่นนี้

อันนี้จะเข้ากับเรื่อง เห็นแก่ตัวแบบรวมหมู่พอดี คือ คนดอนเมืองก็จะไม่สนว่าคุณเก่งกาจะเป็นอันตรายต่อประเทศหรือต่อเขตอื่นๆ หรือไม่ คนดอนเมืองจะสนแค่ว่า คนๆ นี้ช่วยรักษาดอนเมืองต่อให้ทั้งกรุงเทพต้องเดือนร้อนก็ตาม ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม(เพียงบางกลุ่ม)เราต้องช่วยกันเลือกเก่งกา

รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย

"รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย" เป็นวลีที่เราได้ยินกันบ่อยมาก ทำไมถึง "รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย" เพราะเขาผู้นั้นมีมาก และใช้จ่ายเกินกว่าที่เราจะทำ และสิ่งที่เขาจ่ายไปนั้นมันเกินกว่าที่เราจะทำ

เพราะอะไร? เพราะฐานของรายได้มันต่างกัน การตัดสินใจในการจับจ่ายสิ่งนั้นๆ เลยต่างกัน

เช่น

นาย A มีรายได้วันละ 1,000 นาย B มีรายได้วันละ 10,000

ดังนั้นสุดยอดบุฟเฟ่ต์ 1,000 บาทของนาย A จึงมีคุณค่าเท่ากับสุดยอดบุฟเฟ่ต์ 10,000 บาทของนาย B เพราะมันคือบุฟเฟ่ต์สุดอร่อยที่มีค่าเท่ากับเหงื่อ 1 วัน

แต่สุดยอดบุฟเฟ่ต์ 1 วันของนาย B กลับมีมูลค่าเท่ากับเหงื่อ 10 วันของนาย A

ดังนั้นในมุมมองของนาย A ก็จะมองนาย B ว่า "รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย" ถึงจะกินบุฟเฟ่ต์ที่มีมูลค่า 10วันเหงื่อได้

ดังนั้น "รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย" จึงเป็นเรื่องของมุมมอง ที่มองจากคนละมุม และเรามองจากมุมของเรา โดยไม่ได้คิดที่จะมองในมุมของเขา

Body usage quota

Tags: 

ผมเชื่อมาตลอดว่าการที่คนจะตายช้าหรือตายเร็วนั้นมีปัจจัยใดๆ เป็นตัวกำหนด ซึ่งแต่ก่อนนี้ผมก็นึกไม่ออกว่าอะไร คือ พยายามหาความสัมพันธ์ เช่น ขึ้นกับ จำนวนครั้งของการหายใจ จำนวนครั้งของการก้าวเดิน จำนวนชั่วโมงของการตื่นนอน แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ คือ จะบอกว่าไม่ใช่ก็คงไม่ได้ เพราะโค้วต้าของการใช้งานร่างกายนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่มันเป็นหลายๆ สิ่งประกอบกัน

การใช้ร่างกายนั้นคล้ายๆ การรูปแบบการจ่ายเงินมือถือ

Post paid สุขก่อน ทุกข์ทีหลัง

อันนี้จะเหมือนที่พ่อผมเป็น คือ ตอนปกติสุขดี ก็ใช้ชีวิตแบบเอาแต่สุขมาตลอด กินเหล้า สูบบุหรี่ พอเงินในระบบหมด ก็ถึงเวลารับความทุกข์จากความสุขที่ได้ใช้หมดไปแล้ว

Pre paid ทุกข์ก่อน สุขทีหลัง

ทุกข์ที่ว่านี้ ไม่ใช่ทุกข์แบบโยคี หรือการทรมานร่างการใดๆ แต่ทุกข์ที่ว่าคือ การใช้ชีวิตอย่างไม่บันเทิงนัก (ทุกข์เพราะอดที่จะสุข) ห่วงใยและดูแลสุขภาพอยู่ตลอด เช่น การออกกำลัง รับประทานอาหารที่ไม่บันเทิงลิ้น เป็นต้น

อันที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ Pre paid หรือ Post paid คือ ไม่ว่าคุณจะใช้ร่างกายด้วยระบบการจ่ายแบบไหน ก็เพียงแค่อย่าใช้จนเงินหมดหรือเกินรอบบิลการจ่าย เพราะถ้าถึงเวลานั้นเมื่อไหร่แปลว่าไม่ทันการณ์

ตอนนี้พ่อผมป่วยมาก ให้อาหารทางสาย นอนนิ่งทำอะไรไม่ได้ ตามสไตล์พ่อผมแล้ว คิดว่าถ้าฟื้นขึ้นมา ได้ร่างกายสภาพเดิมก็คงกลับไปเป็นแบบเดิมอีก แต่นั่นไม่ใช่สาระ สิ่งที่เราสมควรเฝ้าดูก็คือตัวเอง ผมเองก็เป็นพวก Post paid คือ เน้นสุขเป็นหลัก เพียงแต่ผมไม่กระหน่ำโทรขนาดพ่อ ผมเองไม่ได้ติดเหล้าติดบุหรี่ (คือ ไม่เสพเลย ของไม่ชอบ) แต่ผมติดในรสชาดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน ถ้าผมไม่ดูแลตัวเอง ถึงเวลาหนึ่งถ้าเงินหมด ผมก็คงต้องใช้หนี้อย่างที่พ่อประสพอยู่ ซึ่งอาจเป็น เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ฯลฯ

ถึงผมจะไม่ประมาทมากมายนัก แต่ก็ถือว่าประมาทอยู่ดี การที่พ่อไปนอนโรงพยาลก็ช่วยให้ผมตระหนักขึ้นได้บ้างว่า อายุเราก็มากแล้ว อีกไม่กี่สิบปีก็คงจะต้องถึงคิวเราแล้ว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราก็ควรจะเร่งเติมเงินไว้ ก่อนที่เงินในระบบจะหมด ผมวางแผนไว้คร่าวๆ ว่า

  1. จะขี่จักรยาน จริงปีที่แล้วขี่มาได้สองสามเดือน แล้วเลิกเพราะมันไม่ค่อยต่อเนื่อง ช่วงนั้นมีงาน ตจว. บ่อย ตอนนี้ว่าจะมาขี่ต่อก็ไม่หมดหน้าฝนสักที หวังว่าฝนหยุดจะไม่ลืมซะ
  2. จะกินผัก ก่อนหน้านี้เคยวางแผนว่า มื้อเย็นจะกินจับฉ่ายอย่างเดียวทุกวัน (จริงๆ Compile ไปบ้างแล้ว) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นคนทำกับข้าวเอง คือ ที่บ้านเตรียมให้ เขาก็จะหาแต่ของอร่อยให้ บวกกับการทำจับฉ่ายนั้น ถ้าจะต้มแล้วให้มันต่อเนื่องได้ทุกวันแปลว่าหม้อจะต้องไม่ขาดจากผักเลย ซึ่งมันยาก อีกอย่างคือ มื้อเย็นมันเป็นอะไรที่มักจะโดนชิงไปจากภาระกิจสังคม ดังนั้นพอขาดช่วงบ่อยๆ เข้า ก็เลยกลายเป็นเลิก ตอนนี้ก็เลยคิดแผนใหม่ว่า กินผัก (ไม่กินเนื้อ) วันละมื้อ มื้อไหนก็ได้ กินไว้ให้ชิน หวังว่าจะไม่ลืมอ่ะนะ

Pages