work

Drama room

Tags: 

ห้องดราม่า ชื่อภาษาไทยคือ ห้องละคร (ประมาณนี้มั๊ง) มันคือห้องอัดรายการละครวิทยุ ก็ ผมกับ @anoochit ได้ไปใช้งานมาหลายรอบละ หลักๆ คือ ไปอัดรายการที่อยู่ในช่วงของรายการ "สีสันวันปิดภาค" มันเป็นรายการวิทยุที่จะออกอากาศในช่วงปิดเทอม จัดมา 3-4 เทอมได้ละ (รายการของศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา ชื่อย่อศูนย์ว่า ETV) เหมือนจะออกอากาศคลื่น 96 หรือ 92 อะไรประมาณนี้มั๊ง จำไม่ได้ ไม่เคยฟัง

ส่วนประเด็นที่เป็นเหตุให้เอามาเขียนคือ ห้องดรามาเขาปรับปรุงใหม่ และอุปกรณ์ต่างๆ มันเทพมาก


ลำโพงอะไรไม่รู้ ไม่เคยรู้จัก แต่สิ่งที่เพิ่งจะรู้ในวันสุดท้ายของการอัดรายการสำหรับปิดเทอมนี้ คือ ไอ้ไมค์เนี๊ยะ ราคา 2 แสน ประมาณว่าตกใจ


อีกสักมุม


หูฟัง ไม่รู้ยี่ห้อ


ในห้องมีไมค์ 4ตัว อีกห้องในภาพเป็นห้องควบคุม ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ

ลาก่อนห้องดราม่า หวังว่าปิดเทอมหน้าจะได้เจอกันอีก

ไอ้ขี้โม้

Tags: 

เมื่อวานคุยกันเรื่องการแจกจ่ายงานของที่ฝ่าย ได้ข้อสรุปอะไรบางอย่างมา

คือ ผมเป็นคนที่ เวลาไปรับงานนอกแล้ว จะไม่โม้เกินตัว คือ ทำได้ก็บอกทำได้ ไม่แน่ใจก็บอกไม่แน่ใจ ทำไม่ได้ก็บอกทำไม่ได้ ซึ่งผมคิดสูตรออกมาได้ประมาณว่า

  • คนจ้างงานอย่างได้งานคุณภาพ 100
  • คุณ A บอกว่า "โอ้ย ผมทำได้แน่นอน 100 ชัวร์" แต่พอเอาเข้าจริง ดันทำได้แค่ 80

ดังนั้นครั้งต่อไปที่ผู้จ้างงานจะจ้างคือ จะจ้างคนที่บอกว่า "ผมทำได้ 120" เพื่อที่หับลบจากที่โม้แล้วจะได้คุณภาพงานที่ 100

ดังนั้น แปลว่า ถ้าไม่โม้จะได้งานยาก (เพราะคนมักจะตีค่าความสามารถต่ำกว่าการพรีเซนต์) แต่ถ้าได้แล้ว ก็มีแนวโน้มจะได้งานซ้ำ เพราะมันไม่โม้ (แปลว่า สิ่งที่พูดคือ ทำได้แน่นอน) ส่วนไอ้ที่โม้นั้นอาจจะได้งานง่าย แต่ก็คงไม่ได้ซ้ำเจ้าเดิมบ่อยๆ เพราะมันเชื่อถือไม่ได้ แต่มันก็จะได้งานบ่อยจากการเวียนรับงานเจ้าอื่นไปเรื่อยๆ

ก็ ประมาณนี้แหละ

แฟนผมก็ชอบบ่นว่า ทำไมไม่โม้ๆ หน่อย มันจะได้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่ง ก็เข้าใจนะ แต่ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแบบนั้นอ่ะ

ไม่อยากจะราชการ

Tags: 

สืบเนื่องจาก #joblesssurvivor แม่ผมถามว่า ไม่อยากไปเป็นครูหรืออะไรบ้างรึ ซึ่งผมเข้าใจแหล่ะว่าแม่ผมอยากให้ผมเป็นข้าราชการ คือบ้านผมเป็นข้าราชการกันแทบทั้งหมด ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อแก่แล้วจะได้สบาย

ส่วนเหตุผลของผมที่ไม่อยากเลือกงานราชการคือ ผมมีประสพการณ์ที่ไม่ค่อยดีของการได้รับบำนาญคือ ย่าผมได้บำนาญ 400 บาท ซึ่งสมัยที่ได้รับมันพอ แต่บำนาญไม่มีการขึ้นตามค่ารองชีพ

นอกจากนี้ผมยังเชื่อว่า ในอนาคตรัฐบาลจะไม่สามารถเลี้ยงดูคนอย่างมีคุณภาพได้ เพราะ ในอนาคตคนที่จะทำงานและเสียภาษีให้รัฐบาลมีน้อย เนื่องจากประชากรเกิดใหม่มีน้อย (คนรุ่นจากนี้ไปจะไม่นิยมมีลูก) ดังนั้นบำนาญจะไม่พอกิน เพราะฉะนั้นการจะต้องทำงานเงินเดือนน้อยๆ (หรือมันมีข้าราชการที่เงินเดือนเยอะผมก็ไม่รู้นะ) ไปอีก 30 ปี เพื่อไปรับบำนาญที่จะได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้ สู้ผมทำงานแบบปกติ แล้วเก็บเงินเอง บริหารทรัพย์สินเอง แล้วจัดการบำนาญให้ตัวเองไม่ดีกว่ารึ

ปัจจุบันแม่ผมบำนาญ 27k ซึ่งต้องดูต่อไปว่าแม่ผมจะอยู่ด้วยบำนาญเท่านี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบจะเป็นตัวย้ำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง และบทพิสูจญ์จะเริ่มเห็นก็ต่อเมื่อผมเกษียรอายุการทำงาน ซึ่งก็หวังว่าผมจะสามารถเกษียรตัวเองได้ก่อน 60 จะได้มีแรงเที่ยวบ้าง

Jobless Survivor #2

วันแรกของการไม่ต้องไปทำงานในขณะที่ใครๆ ก็ไปทำกัน ให้ความรู้สึกแปลกแยกดี ยิ่งพอไม่เคยว่างมาเป็นเวลาหลายปี พอเกิดอาการไม่มีอะไรให้ทำก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้าง

เช้านี้พี่หน่อย SNC โทรมาหาแต่เช้า บอกว่าเพิ่งทราบข่าว Jobless Survivor ผมก็ เอ่อ มันก็ไม่ได้เป็นข่าวอะไรมั๊ง คนตกงานเยอะแยะไปไม่เห็นจะเป็นข่าวเลย :P

พี่หน่อยเลยบอกให้ไปดูตามแหล่งที่มา ก็เจอมาสองลิงก์ที่ ubuntuclub กับ Blognone คือ ถ้าพี่หน่อยไม่บอกผมก็คงไม่รู้ เพราะโดยปกติมีชีวิติยู่แต่ใน Facebook กับ Twitter

แล้วก็ พี่หน่อยเล่าเรื่องบอล 3ลูกให้ฟัง พี่หน่อยบอก ชีวิตเหมือนบอลมี 3ลูก มีบอลยาง บอลเหล็ก บอลแก้ว ทันทีที่พี่หน่อยเริ่มเล่า ผมก็รู้ได้ทันทีว่าบอลแก้วหมายถึงครอบครัว ซึ่งคนมีครอบครัวก็คงเข้าใจหมดแหล่ะ

ก็ขอบคุณพี่หน่อยมากครับ

Jobless survivor #1

เปิดซีรี่ส์ใหม่ของ Blog entry: Jobless survivor (มหากาพย์ผจญภัยไร้งานทำ)

ช่วงนี้กำลังคิดๆ ว่าจะทำอะไรดี เริ่มพบประเด็นปัญหาของการตกผลึกความคิดคือ เป้าของผมตอนนี้มันไปอยู่ที่ ทำยังไงให้มีเงิน มันก็เลยคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เพราะเป้ามันไม่ได้ไปโฟกัสในสิ่งที่ทำ แต่มันไปโฟกัสที่ผลลัพธ์ ซึ่งทำให้ตกผลึกความคิดไม่ได้ว่า ไอ้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้น กระบวนการในการทำเพื่อให้ได้มามันคืออะไร

ตอนนี้แบ่งงานออกได้เป็นสองอย่าง (หมายถึงสิ่งที่ต้องทำ) คือ

  1. งานที่เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ระยะสั้น คือทำแล้วได้ตังค์เลย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระยะสั้น
  2. งานที่เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ระยะยาว ซึ่งอาจจะเป็นโปรดักส์หรืออะไรสักอย่าง ที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเป็นราว อาจใช้เวลาทำยาวนานกว่า แต่ได้ผลตอบแทนแน่นอนทั้งในแง่ปริมาณและระยะเวลาการให้ผล

อย่างไรแล้ว งานทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กันไป สิ่งที่ยากคือ งานที่จะเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ระยะยาวนั้นควรจะเป็นอะไร เพราะเราจะต้องอยู่กับมันยาวนาน และทำมันอย่างต่อเนื่องจนกว่ามันจะให้ผล ซึ่งงานระยะยาวที่ดีก็ควรจะเป็นอะไรที่เราให้ความสนใจและเราใช้ชีวิตกับมันอยู่แล้ว แต่เนื่องจากผมเริ่มวางตัวให้เป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ทำให้ไม่มีอะไรที่พอจะใช้โฟกัสในเชิงลึกได้ อันนี้ต้องค่อยๆ ตกผลึกและตามหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองต่อไป

การตกงานในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำผมในแนวคิดที่ว่า เราควรมีบ้านก่อนมีรถ และวิถีแห่งความคิดในเรื่องของความมั่นคงของชีวิต ที่ยิ่งจะได้รับข้อพิสูจน์มากขึ้นว่า ความมั่นคงที่แท้จริงคือการพึ่งพาตัวเองโดยบริบูรณ์ ซึ่งก็คือเศรฐกิจพอเพียงนั่นเอง และก้าวเดินของความพยายามในครั้งนี้ ก็มีเป้าอยู่ตรงนั้น ซึ่งวิธีการไว้ค่อยมาเล่าอีกที ตอนนี้ขี้เกียจละ

Pages